ผิดพลาดในการชี้สาเหตุที่แท้จริง
ผิดพลาดในการชี้สาเหตุที่แท้จริง

การผิดพลาดในการใช้เหตุผลข้อหนึ่งก็คือ ทึกทักเอาเองว่า บี เกิดขึ้นหลังจาก เอ เพราะฉะนั้น เอ จึงเป็นสาเหตุทำให้ บี เกิดขึ้น จริงอยู่ในบางกรณีอาจจะเป็นเช่นนั้น คือ สิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุ ทำให้อีกสิ่งเกิดขึ้น เพราะรู้ได้โดยสามัญสำนึก หรือรู้ได้โดยปริยาย
เช่น ถ้าผมลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษ แน่นอนชื่อของผมจะปรากฏอยู่ในรายชื่อของผู้ที่สมัครเรียนภาษาอังกฤษ ดังนั้นจึงรู้ได้โดยปริยาย หรือสามัญสำนึกว่า สาเหตุที่ทำให้ชื่อผมปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้เรียนภาษาอังกฤษก็ เพราะการที่ผมได้ลงทะเบียนเรียน แต่จะต้องระวังว่า หลายๆกรณีด้วยกันที่ สองเหตุการณ์ อาจจะเกิดขึ้นในเวลาที่ไล่กัน แต่กระนั้นก็ตาม ทั้งสองไม่ได้เป็นสาเหตุของกันและกัน ยกตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดีคนหนึ่ง ประกาศขึ้นภาษี จากนั้นไม่นาน อัตราอาชญากรรมเกิดขึ้นสูงกว่าเมื่อก่อน เพราะฉะนั้น การที่ประธานาธิบดีขึ้นภาษีจึงสาเหตุทำให้อาชญากรรมสูงขึ้น.... จะเห็นได้ว่า มันไม่ได้เกี่ยวกันเลย... เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ยืนยันว่าทั้งสองเป็นสาเหตุของกันและกัน จะต้อง อธิบายให้ได้ ว่าทั้งสองเกี่ยวข้องกันอย่างไร จะต้องนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม หลักฐานเพิ่มเติม เพื่อชี้ให้เห็นว่า ทั้งของเป็นสาเหตุกันอย่างไร ถ้าทำไม่ได้ก็จะถือว่า ผิดพลาดในการนำสิ่งสองสิ่งให้มาเป็นสาเหตุของกันและกัน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้นเลย
หรือ ยกตัวอย่างเช่น ชาย 2 คน ไปหานาย เจ ที่ห้อง จากนั้นไม่นาน คอมพิวเตอร์ของนาย เจ เกิดเสีย นาย เจ จึงทึกทักเอาว่า สาเหตุที่คอมพิวเตอร์เสียนั้นมีสาเหตุมาจาก ชายทั้ง2 คน ... แต่คำถามที่เราจะต้องถามเพื่อนำไปสู่ความจริงก็คือ ชายทั้งสอง คนนั้น เล่นคอมของนาย เจ หรือไม่ในตอนที่เข้าไปในห้อง ถ้าตอบว่า เล่น คำถามต่อไปก็คือ และที่ว่าคอมเสียนั้น เสียที่อะไร ถ้าตอบว่า เสียที่ ใส่แผ่น ซีดีเข้าไปแล้ว มันค้างติดอยู่ เอาออกมาไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจที่จะมาสรุปเหมารวมเอาเองได้ว่า ชายทั้ง2 คน เป็นสาเหตุที่ทำให้ เกิดการติดค้างของแผ่นซีดี แต่จะต้องถามต่อไปว่า ชายทั้ง 2 คนนั้น ทำสิ่งใดที่จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดการติดค้างของซีดีหรือไม่ในขณะที่ใช้คอม เพราะถ้า ชาย 2 คน ไม่ได้ทำ นั่นก็หมายความว่า ชายทั้ง 2 คน ไม่ได้เป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดการติดค้างของแผ่นซีดี แต่อาจจะมีสาเหตุมาจากสิ่งอื่น ที่ต้องวิเคราะห์กันต่อไป ... เพราะฉะนั้น การที่ชาย 2 คน เล่นคอมของ นาย เจ กระนั้นก็ไม่เป็นเหตุผลให้ นาย เจ ทึกทักเอาเองว่า สาเหตุที่เกิดการาติดคัดของแผ่นซีดีนั้น มีสาเหตุมาจากชายทั้ง 2 คน ถึงแม้ว่าถ้าดูผิวเผินแล้ว เหมือนจะใช่ก็ตาม .... การวิเคราะห์นั้น บางทีก็เปรียบได้กับ หัวหอม ที่มีหลายชั้น
ละเลยต่อสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งๆหนึ่งที่เกิดขึ้น และ นำสิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงมาทึกทักเอาว่าเป็นสาเหตุที่แท้จริง แต่ในความเป็นจริงแล้วสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งๆนั้นที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง
หรือ ยกตัวอย่างเช่น ชาย 2 คน ไปหานาย เจ ที่ห้อง จากนั้นไม่นาน คอมพิวเตอร์ของนาย เจ เกิดเสีย นาย เจ จึงทึกทักเอาว่า สาเหตุที่คอมพิวเตอร์เสียนั้นมีสาเหตุมาจาก ชายทั้ง2 คน ... แต่คำถามที่เราจะต้องถามเพื่อนำไปสู่ความจริงก็คือ ชายทั้งสอง คนนั้น เล่นคอมของนาย เจ หรือไม่ในตอนที่เข้าไปในห้อง ถ้าตอบว่า เล่น คำถามต่อไปก็คือ และที่ว่าคอมเสียนั้น เสียที่อะไร ถ้าตอบว่า เสียที่ ใส่แผ่น ซีดีเข้าไปแล้ว มันค้างติดอยู่ เอาออกมาไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจที่จะมาสรุปเหมารวมเอาเองได้ว่า ชายทั้ง2 คน เป็นสาเหตุที่ทำให้ เกิดการติดค้างของแผ่นซีดี แต่จะต้องถามต่อไปว่า ชายทั้ง 2 คนนั้น ทำสิ่งใดที่จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดการติดค้างของซีดีหรือไม่ในขณะที่ใช้คอม เพราะถ้า ชาย 2 คน ไม่ได้ทำ นั่นก็หมายความว่า ชายทั้ง 2 คน ไม่ได้เป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดการติดค้างของแผ่นซีดี แต่อาจจะมีสาเหตุมาจากสิ่งอื่น ที่ต้องวิเคราะห์กันต่อไป ... เพราะฉะนั้น การที่ชาย 2 คน เล่นคอมของ นาย เจ กระนั้นก็ไม่เป็นเหตุผลให้ นาย เจ ทึกทักเอาเองว่า สาเหตุที่เกิดการาติดคัดของแผ่นซีดีนั้น มีสาเหตุมาจากชายทั้ง 2 คน ถึงแม้ว่าถ้าดูผิวเผินแล้ว เหมือนจะใช่ก็ตาม ....
หรือ การที่คนสองคน ไปรับประทานอาหารด้วยกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง จากนั้นวันรุ่งขึ้น เป็นไข้ตัวร้อนเป็นไข้ด้วยกันทั้งคู่ ทั้งสองจึงสรุปเอาว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ต้องมาจากอาหารที่ร้านนั้นแน่ๆเลย ทั้งสองยังวิเคราะห์ต่อไปอีกว่า มีสิ่งหนึ่งที่ทั้งสองกินเหมือนกัน นั่นก็คือ ส้มตำ ทั้งสองจึงฟันธงสรุปเลยว่า เป็นเพราะส้มตำแน่นอนที่ทำให้เป็นไข้ตัวร้อน ... จะเห็นได้ว่า ทั้งสองคนนี้เอาการกินส้มตำมาเป็นสาเหตุที่แท้จริง แต่คำถามก็คือ จำเป็นไหมว่า ส้มตำคือสาเหตุที่แท้จริง? เป็นไปไม่ได้หรือที่ทั้งสองอาจจะไปติดเชื้อมาจากที่อื่น และออกอาการพร้อมๆกันในวันรุ่งขึ้น? เป็นไปไม่ได้หรือ ที่ คนหนึ่งจากทั้งสองติดเชื้อมาจากที่อื่น จึงทำให้อีกคนต้องติดไปด้วย และออกอาการมาพร้อมๆกัน? เป็นไปไม่ได้หรือว่า มีคนหนึ่งคนใดที่มากินอาหารที่ร้านในวันนั้นติดเชื้อมา จึงทำให้ทั้งสองต้องพลอยติดไปด้วย? ... จะเห็นได้ว่าสาเหตุแห่งความเป็นไปได้มีเท่าๆกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่ทั้งสองสรุปว่าสาเหตุที่เป็นไข้ตัวร้อนด้วยกันทั้งคู่นั้นมีสาเหตุมาจากส้มตำ จึงเป็นการรีบหรือด่วนสรุป ทั้งๆที่ยังไม่มีหลักฐานที่จะมาเป็นตัวจำกัดเฉพาะเจาะจงเพื่อยืนยันว่าสาเหตุที่แท้จริงก็คือ การกินส้มตำ
และเนื่องจากการผิดพลาดในการชี้สาเหตุที่แท้จริงนี่เองที่อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนๆหนึ่งต้อง เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องราวต่างๆไปโดยปริยาย เกิดการสรุปทึกทักไปเอง นำมาซึ่งทัศนะคติที่เปลี่ยนไปจากเดิมต่อสิ่งๆนั้นไม่ว่าจะด้านบวกหรือลบ ยิ่งถ้าเป็นความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นโดยตรงกับตัวบุคคลแล้ว ก็มีแต่จะสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกันได้อย่างแน่นอน ก็อันเนื่องมาจากการที่เราผิดพลาดในการใช้เหตุผล ด้วยเหตุนี้เองบรรดานักตรรกจึงกล่าวว่า เรื่องใดๆก็แล้วแต่ที่เกิดความขัดแย้งกัน มีความเห็นไม่ตรงกัน จะจบลงได้ง่ายที่สุดในหมู่ผู้ที่เรียนตรรกมาด้วยกัน เพราะทั้งสองฝ่ายได้เรียนรู้ขบวนการใช้เหตุผลที่ถูกต้องมาแล้ว รวมไปถึง การเรียนรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่าเหตุผลวิบัติ (logical fallacy) นั่นคือ ความผิดพลาดในการใช้เหตุผล


