นำเอาสิ่งที่ต้องพิสูจน์มาเป็นหลักฐานเสียเอง
นำเอาสิ่งที่ต้องพิสูจน์มาเป็นหลักฐานเสียเอง

ชื่อทางวิชาการคือ Arguing in a Circle (premise = conclusion) ข้อสรุป หรือ จุดยืน (conclusion) ที่ถูกทำให้เป็น เหตุผลสนับสนุน (premise) เสียเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือ ข้อสรุป หรือ จุดยืน (conclusion) อีกอันหนึ่ง ตรงนี้เป็นอะไรที่แยบยลมากถ้าไม่สังเกตุให้ดี
ดูการสนทนาระหว่าง นาย เอ กับ นาย บี
A1: เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าพระเจ้ามีจริง
B1: แล้วทำไมผมจะต้องเชื่อในคัมภีร์ ไบเบิ้ลด้วย
A2: เพราะสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวจะต้องเป็นความจริง
B2: แล้วผมจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่ในคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นความจริง
A3: เพราะพระเจ้าเขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล และพระเจ้าไม่มีทางที่จะพูดโกหก
จากข้อความข้างต้นนั้น ถ้าเราจะถามว่า ข้อความไหนถือว่าเป็น การแสดงจุดยืน หรือ ถือเป็นข้อสรุป ( conclusion) ที่ตัวมันเอง จะต้องมีเหตุผล หรือ หลักฐาน (premise) มาสนับสนุนอีกที โดยที่เราไม่อาจที่จะทึกทักให้เป็นจริงก่อนได้
คำตอบก็คือข้อความที่ว่า 1. เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง 2. พระเจ้าเขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล / ส่วนข้อความที่เหลือถือ เป็นประเด็นปลีกย่อย เพราะถ้าสมมุติว่า (ข้อย้ำว่าสมมุติ) มีการพิสูจน์แล้วว่าพระเจ้าไม่มีจริง ข้อความทั้งหมดที่กล่าวมาก็จะถือว่าไร้ความหมาย และเราจะเห็นได้ว่า ข้อความ “ เพราะคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าพระเจ้ามีจริง” และ “ เพราะสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวจะต้องเป็นความจริง” จะไม่แตกต่างอะไรกันมากนัก เพราะต่างก็ถูกสนับสนุนด้วยข้อความที่ว่า “ พระเจ้าเขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล และพระเจ้าไม่มีทางที่จะพูดโกหก ” อีกที
เราสามารถเขียนแยกออกจากกันเพื่อให้เห็นภาพชัดได้ดังนี้:
“ เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง” ( ข้อความนี้เป็น จุดยืน หรือ ข้อสรุป conclusion )
“ คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวว่าพระเจ้ามีจริง ” (ข้อความนี้เป็น เหตุผล ( premise ) ไป
สนับสนุนประโยคบน นั่นคือ ข้อสรุปอีกที )
“ สิ่งที่คัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวจะต้องเป็นความจริง ” ( ข้อความนี้เป็น เหตุผลย่อย ( premise ) เพื่อไปสนับสนุนเหตุผล( premise ) ข้างบนอีกที )
“ พระเจ้าเขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล และพระเจ้าไม่มีทางที่จะพูดโกหก”( ข้อความนี้เป็น เหตุผลย่อย ( premise ) ลงมาอีก เพื่อไปสนับสนุนเหตุผล ( premise ) ย่อยข้างบนอีกที ) เพราะฉะนั้นถ้าเหตุผลที่ “ย่อยลงมาอีก” ด้านล่างสุด ถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นจริง เหตุผลที่เหลือข้างบนทั้งหมดจะผิดไปโดยปริยาย และเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้อสรุป หรือจุดยืนที่ว่าพระเจ้ามีจริงโดยใช้ไบเบิ้ลพิสูจน์นั้นก็ไร้ผล ใช้ไม่ได้ไปโดยปริยาย เพราะฉะนั้นประโยคนี้ถ้าจะลดลงให้เหลือสั้นๆจะได้ดังนี้:
“ เราเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง” ( ข้อความนี้เป็น จุดยืน หรือ ข้อสรุป conclusion )
“ เพราะพระเจ้าเป็นผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิ้ล ” ( ข้อความนี้เป็น เหตุผล ( premise ) เพื่อไปสนับสนุนจุดยืนข้างบน )
แต่ Premise นี้ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นPremise แต่มันเป็น Conclusion อีกอันหนึ่ง ที่ต้องถูกสนับสนุนด้วยเหตุผล ( premise ) และหลักฐานอีกที ทั้งสองข้อความ เป็น Conclusion ทั้งคู่ เพราะฉะนั้น ข้อความข้างต้นยังไม่อาจจะเป็นที่ยอมรับได้ว่าเป็นความจริง ( แต่เรื่องพระเจ้านั้นได้มีการพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่ามีอยู่จริงอย่างแน่นอน
หรือ เช่นพูดว่า “ เราจะต้องไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพราะมันเป็นบาป มิเช่นนั้นแล้ว ชาติหน้าเราจะต้องเกิดเป็นสัตว์นั้นๆแล้วถูกฆ่าเหมือนกัน ” ข้อความที่ว่า “ เราจะต้องไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพราะมันเป็นบาป ” ถือว่าเป็น ข้อสรุป หรือจุดยืน (conclusion) ส่วนข้อความ “มิเช่นนั้นแล้ว ชาติหน้าเราจะต้องเกิดเป็นสัตว์นั้นๆแล้วถูกฆ่าบ้าง ” ก็เป็นข้อสรุป หรือจุดยืน (conclusion) อีกอันหนึ่ง สรุปแล้วทั้งคู่ต่างก็จะต้องมี เหตุผล (premise) มาพิสูจน์การขั้นตอน / มีอะไรมายืนยันว่า ฆ่าสัตว์แล้วจะเป็นบาป และ สมมุติว่าการฆ่าสัตว์เป็นบาปจริงแล้ว มีอะไรมายืนยันว่า ผู้ที่ฆ่าจะต้องเกิดไปเป็นสัตว์และถูกฆ่าบ้างในชาติหน้า ถ้าพิสูจน์ทั้งสอง conclusion ไม่ได้ก็ถือว่าไร้ผล ใช่ไม่ได้
หรือบางที conclusion จะถูกใช้อีกสำนวนหนึ่ง หรือมีการเปลี่ยนการใช้คำของ conclusion จึงทำให้ดูเหมือนว่า อันหนึ่ง หรือ ข้อความหนึ่งเป็น conclusion โดยอีกข้อความหนึ่งเป็นpremise ที่จะมาสนับสนุน conclusion อีกที แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองข้อความต่างก็เป็น conclusion ทั้งคู่
เช่นพูดว่า “ (1) คุณไม่มีคุณสมบัติเป็นนักฟุตบอลที่ดีได้ (2)เพราะ คุณเล่นไม่ดี ” ซึ่งทั้งสองข้อความ ต่างก็มีความหมายเดียวกัน ไม่ใช่ว่าข้อความที่ 2 เป็น premise ไปสนับสนุนข้อความแรกที่เป็น conclusion...เปล่าเลย แต่ทั้งสองข้อความเป็นสิ่งเดียวกัน และ เป็น conclusion ที่จะต้องมี premise มาสนับสนุนว่าเป็นจริงหรือไม่


